Skip LoginSkip Main MenuSkip Online Users
 

Online Users

(last 5 minutes)
None
 
Skip จำนวนผู้เข้าชม
 

จำนวนผู้เข้าชม

Website counter

เริ่มนับอีกครั้งตั้งแต่
1 ตุลาคม 2556

 
 
 

Available Courses


ข่าวและประกาศ

Picture of ครูอวยพร บุญยืน
ถ้ำหลวง กับสิ่งที่ผู้นำควรเรียนรู้จากผู้ว่าฯ เชียงราย
by ครูอวยพร บุญยืน - Tuesday, 3 July 2018, 10:25 AM
 
ย??ดเยี่ยม

หากเปรียบภารกิจค้นหา 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย เป็นการทำงาน ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คืองานมหาโหดโคตรหิน

ลองคิดภาพตามนะครับ งานนี้ต่อสู้กับภัยธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ ต้องทำอย่างเร่งด่วนระดับเสี้ยววินาทีแข่งกับเดดไลน์คือ 13 ชีวิต เป็นเดิมพัน ต้องบริหารทีมงานจากหลายที่มาหลากเชื้อชาติกว่าหมื่นคน ท่ามกลางความกดดันของสายตาที่จับจ้องจากทั่วโลกหลายร้อยล้านคน ภายใต้ข้อมูลมหาศาลแสนสับสนที่สื่อมวลชนรายงานออกไป

ใครเป็นผู้บริหาร บอกได้คำเดียวว่า นี่คืองานระดับ The Impossible Job!

แต่แล้วเราก็ได้เห็น นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มาเป็นผู้บังคับบัญชาการ ซึ่งเหตุผลที่ท่านเป็นผู้สั่งการสูงสุดของภารกิจนี้ แทนที่จะเป็นหน่วยงานอื่นๆ อย่างทหารหรือตำรวจ เพราะตามกฎหมายเมื่อจังหวัดได้ประกาศภัยพิบัติ ผู้ว่าฯ จะรับหน้าที่บัญชาการโดยปริยาย ซึ่งเชียงรายประกาศภัยพิบัตินับตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุแล้ว

ช่วงแรกผมยังแปลกใจกับความตรงไปตรงมา เอาจริงเอาจัง ทุ่มเทตลอด 24 ชั่วโมงของท่าน แต่พอนานเข้า ผมเริ่มเห็นวิธีคิดในการบริหารงานที่น่าสนใจมาก

ในฐานะคนที่ดูการแถลงข่าวของท่านทุกวัน ท่านเป็นคนคิดเป็นระบบ เด็ดขาด และพูดกระชับชัดเจน เหมือนฟังซีอีโอบริษัทใหญ่ๆ แสดงวิสัยทัศน์หรือกลยุทธ์ประจำปี ทุกครั้งท่านจะเน้นย้ำเป้าหมายสำคัญที่สุดก่อน แล้วค่อยแจกแจงแนวทางการช่วยเหลือที่มากล้นออกเป็นข้อๆ เข้าใจง่าย พร้อมสรุปความคืบหน้าแต่ละแนวทางอย่างชัดเจน ที่สำคัญคือ ไม่กลัวที่จะต่อว่า หรือตักเตือนคนที่ออกนอกลู่นอกทาง แถมยังปิดจบด้วยมุมมองเชิงบวก


ผมลองลงรายละเอียดการบริหารของผู้ว่าฯ คนนี้เท่าที่สังเกตเห็นครับ

1. เป้าหมายชัด – Action Plan ชัด

ภารกิจนี้มีแผนงานชัดเจนมาก อธิบายสั้นๆ แป๊บเดียวก็เข้าใจ ท่านให้สัมภาษณ์ทุกวันว่า แผนการมีแค่ 4 แนวทาง โดยจัดลำดับชัดว่า ทางหลัก-สูบน้ำออกเปิดทางซีลเข้าพื้นที่ ทางรอง-หาโพรงหรือปล่อง ทางเลือกคือ 1. เจาะผนังถ้ำ และทางเลือกคือ 2. ขยายปลายถ้ำ โดยจะย้ำหนักแน่นว่า การสูบน้ำเปิดทางให้หน่วยซีลเข้าถึงตัวน้องๆ คือแนวทางที่สำคัญที่สุด ในขณะที่แนวทางอื่นก็ไม่เคยทิ้ง แต่ทำงานคู่ขนานกันไป

Action Plan ที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย ทำให้แบ่งหน้าที่และหัวหน้าที่รับผิดชอบแต่ละแนวทางง่ายขึ้น การสื่อสารก็ทำได้สะดวก ความคืบหน้าแต่ละแนวทางในแต่ละวันจึงกระชับมาก ทำได้แค่ไหน หรือทำไม่ได้เพราะอุปสรรคอะไร ลองฟังท่านสรุปแต่ละวันดูนะครับ จะเห็นภาพเลย

ระบบอีกอย่างที่เห็นชัดมากคือ การลงทะเบียนเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานหลายพันคน ใครขึ้นตรงต่อใครต้องรายงานหัวหน้างานคนนั้น ใครไม่ลงทะเบียนห้ามเข้า มีการเซ็นชื่อเข้า-ออกทุกครั้ง เพื่อป้องกันการตกหล่น และทำงานทับซ้อนกัน

2. ทดลอง เรียนรู้ และทำซ้ำ

ที่ผมชอบที่สุดคือ การซักซ้อมการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยในวันเสาร์ที่ผ่านมา ฟังดูอาจจะเฉยๆ แต่ผมคิดว่า เราไม่ได้เห็นการทำงานอย่างเป็นระบบรอบคอบแบบนี้มากนักในประเทศไทย ท่านให้เหตุผลที่ต้องซ้อม เพราะตอนนี้คนเอาแต่คิดว่าต้องหาให้เจอ แต่ท่านมองข้ามช็อตว่า ถ้าเจอจริงๆ ล่ะ เราต้องทำอย่างไร เราดูแลน้องๆ ให้ปลอดภัยได้ไหม


อุตส่าห์เจอน้องๆ แต่ถ้าดูแลพวกเขาไม่ได้ ทุกอย่างก็จบ


ท่านสรุปตอนท้ายของวันซ้อมแบบนี้ครับว่า การซักซ้อมดังกล่าวยังเจอปัญหาอยู่ จึงเตรียมที่จะปรับปรุงระบบและจัดระเบียบให้พื้นที่มีความพร้อมในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมากขึ้น

ที่สำคัญคือ ทีมงานได้ทำคลิปการดำเนินการทั้งหมด เพื่อเป็นบทเรียนที่มีประโยชน์ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในลักษณะนี้ครั้งแรกในเมืองไทย ทุกหน่วยงานต่างบูรณาการทำงานกันอย่างเต็มที่

ย้ำอีกครั้งครับว่า การซ้อมนี้มีการถ่ายคลิปเพื่อเป็นบทเรียน บูรณาการการทำงานในครั้งต่อไป ซึ่งล่าสุดรถสื่อมวลชนที่จอดตรงถนนได้ถูกเคลียร์หมดแล้ว เปิดทางให้ขนย้ายน้องๆ ได้สะดวกหากพบเจอ

3. รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีสำหรับองค์กร

ปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์ ปรมาจารย์ด้านการบริหารจัดการชาวอเมริกัน เคยเขียนบทความชื่อ What Makes an Effective Executiveโดยบอกว่า ผู้บริหารที่บริหารงานได้ประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องมีบุคลิกผู้นำแบบที่เราเห็นในหนัง แต่จริงๆ แล้วพวกเขาจะทำงานบนพื้นฐานไม่กี่ข้อเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ตอบตัวเองได้ชัดว่า “อะไรที่ต้องทำให้สำเร็จ” และ “อะไรคือสิ่งที่ดีสำหรับองค์กร”

ท่านผู้ว่าฯ จะแยกแยะคัดกรองทุกแนวทาง ทุกความช่วยเหลือ ทุกอุปกรณ์ที่ส่งเข้ามาครับว่าอันไหนเหมาะสม อันไหนใช้ได้จริงก็จะใช้ อันไหนไม่ได้ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ ท่านให้สัมภาษณ์อย่างเด็ดขาดบ่อยๆ ว่า “ใครอยากมาก็มาได้ แต่ต้องมาถกหลักการกันก่อนว่าสิ่งที่นำเสนอทำได้หรือไม่ หรือเป็นไอเดียที่จะถ่วงทีมให้ช้าลง ไม่ใช่ว่าคนที่อยากช่วยจะมีประโยชน์ทั้งหมด ตอนนี้ความช่วยเหลือตอนนี้เยอะมาก มีหุ่นยนต์ดำน้ำเป็นสิบจอดรอหน้าถ้ำ แต่มันใช้ไม่ได้ก็คือใช้ไม่ได้”

การรู้ว่าอะไรดีกับองค์กร ทำให้การทำงานแน่วแน่ ไม่ไขว้เขว ก็อย่างที่ท่านบอกละครับว่า “ผมขอบคุณทุกความหวังดีนะครับ แต่บางความช่วยเหลือมันอาจจะไม่เหมาะกับหน้างานจริงๆ”

4. โฟกัสที่โอกาส มากกว่าปัญหา

ปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์ บอกครับว่า ผู้นำที่ดีคือคนที่ไม่ได้แค่แก้ปัญหา แต่พลิกปัญหานั้นเป็นโอกาส ตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากของท่านผู้ว่าฯ คือวิธีการจัดการกับปัญหาสื่อนำเสนอข้อมูลกระจัดกระจาย ข่าวมั่วข่าวปลอมเยอะ แทนที่จะไล่ตักเตือนทีละสื่อ ทีมงานของศูนย์ปฏิบัติการดึงหน่วยงานประชาสัมพันธ์เข้ามาช่วยซะเลย แล้วส่งเป็น press release ให้สื่อทุกวัน ส่งแผนที่อินโฟสวยงาม พร้อมกับเปิด LINE account ตัวใหม่ @ข่าวจริงประเทศไทย สำหรับสื่อสาร เป็นการบอกว่าศูนย์กลางของข้อมูลต้องมาจากที่นี่เท่านั้น

ปัญหาข่าวมั่วเริ่มหมดไป ด้านนักข่าวส่วนใหญ่ก็ชอบมากครับ เพราะทำให้เข้าใจข้อมูลตรงกัน เชื่อถือได้ และไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งรวบรวมข้อมูล เรียกว่ายิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว

5. เห็นอกเห็นใจ รับฟังปัญหา

แม้จะเด็ดขาด ตรงไปตรงมา แต่ผมก็เห็นความเห็นใจของท่านผู้ว่าอยู่บ้างเนืองๆ ท่านบอกว่า ตนไปเยี่ยมญาติของน้องๆ วันละ 2 ครั้ง เพื่อพูดคุยและรับฟังปัญหา อยากได้อะไรก็จะจัดมาให้ เช่น กินมังสวิรัติ อยากได้เตียง-ผ้าห่มเพิ่ม หรือจังหวะหนึ่งที่กำลังแถลงข่าวแล้วเกิดฝนตก ท่านก็ถามนักข่าวว่า “จะหลบฝนก่อนไหม” สร้างความประทับใจให้กับกองทัพสื่อมวลชนได้ไม่น้อย

6. ทำให้เห็น ไม่ใช่ดีแต่พูด

คำพูดแรกที่สะดุดหูคนทั้งประเทศคือ “ใครที่บอกว่าไม่เสียสละพอที่จะทำงาน ใครจะกลับบ้านไปนอนกับลูกกับเมีย เชิญเซ็นชื่อแล้วออกไปเลย ผมไม่รายงานใครทั้งสิ้น ใครจะทำงาน วันนี้ขอให้พร้อมทุกนาที ให้คิดว่าเขาเป็นลูกเรา”

อาจจะฟังดูแรง แต่พอเวลาผ่านไป เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทำจริง ใส่ใจ และทุ่มเทขนาดไหน ไม่ใช่ดีแต่พูด

“มีคนถามว่า ทำไมผมต้องมายืนอยู่ตรงนี้ตลอด…มันเหมือนแม่ทัพ รบแล้วเรากำลังจะพ่ายแพ้ เราจะเสียพื้นที่ ถ้าแม่ทัพไม่ยืนอยู่ข้างหน้า ใครจะไปช่วยแม่ทัพรบ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องสู้กันตลอด เราจะเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้ายังไง เราก็จะสู้กันตลอด”

ผมไม่รู้ว่าตัวตนจริงๆ ท่านผู้ว่าเป็นคนอย่างไร หรือคนทำงานใกล้ชิดจะคิดกับท่านแบบไหน แต่จากการสังเกตการทำงานตลอดกว่า 10 วันที่ผ่านมา แม่ทัพคนนี้สอนบทเรียนการบริหารงานผมหลายอย่าง

คิดให้ชัด

วางแผนให้เคลียร์

ทำงานเป็นระบบ

แล้วทุ่มเททั้งตัวและหัวใจไปกับมัน

ที่มา :

https://thestandard.co/editors-desk-chiangrai-governor-lesson-learned/

Picture of ครูอวยพร บุญยืน
แนวทางการเลี้ยงลูก ดีๆ แม้ “จะรวยแค่ไหน ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน”
by ครูอวยพร บุญยืน - Thursday, 4 January 2018, 11:13 AM
 
สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายคน อาจเป็นกังวลและคิดวางแผนไว้ก่อนมีลูกว่า ถ้ามีลูกแล้วจะเลี้ยงแบบไหนดี? เพื่อให้ลูกโตมามีชีวิตที่ดี มีความสุข ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันได้ …ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าหากมีลูกแล้วต้องมีหลายเสียง หลายคน และหลายตำรา ที่มีคำแนะนำเรื่องการเลี้ยงลูกมากมาย ซึ่งต้องได้ผ่านหูผ่านตากันมาอย่างแน่นอน
แต่ก็เชื่อว่าสัญชาตญาณของคนเป็นพ่อแม่ ย่อมมีวิธีการเลี้ยงลูกที่ดีในแบบฉบับของตัวเองกันอยู่แล้ว แต่เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางดี ๆ ในการเลี้ยงลูก Amarin Baby & Kids จึงมีข้อคิดดี ๆ เป็นแนวทางในการเลี้ยงลูก เพื่อให้ลูก ๆ ของคุณหันมาตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ได้อย่างไม่ลังเลใจ มาฝากค่ะ

โดยเรื่องราวนี้มาจาก คุณ “ขจรศักดิ์” ซึ่งเป็นผู้แปลและเรียบเรียง ไว้เมื่อวันที่ 6/4/17 มีใจความว่า…

https://www.amarinbabyandkids.com/parenting/poor-kid-raising/

https://naykhaotom.com/son-luk-chap-pla/
Picture of ครูอวยพร บุญยืน
5 Q มีอะไรบ้าง
by ครูอวยพร บุญยืน - Monday, 18 September 2017, 10:11 AM
 
พญ. กมลพรรณ ชีวพันธุศรี เคยเขียนเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ ขอคัดลอกมาลงเพิ่มเติมครับ

ที่มา http://5qkids.blogspot.com/2008/07/5-q.html

IQ คือความฉลาดทางสติปัญญา
วัดได้จากอายุสมองเทียบกับอายุจริง ปกติควรอยู่ที่ 95-105เป็นการวัดความสามารถทางคิดวิเคราะห์ ความสามารถทางวิชาการ วัดความจำ การอ่านเขียน คำนวณแต่ไม่ได้วัดด้านอื่นๆ เช่น
- ความคิดสร้างสรรค์
- ทักษะต่างๆด้านการทำงาน
- ทักษะชีวิตประจำวัน ฯลฯ


การพัฒนา IQ - 50% จากกรรมพันธุ์-50% จากสิ่งแวดล้อม เช่น
- การเลี้ยงดู ความรัก ความอบอุ่น เพราะฉะนั้นต้องมีเวลาให้ลูกหลาน
- อาหาร ครบห้าหมู่โดยเฉพาะ ปลา ถั่วเหลือง วิตามิน บี ธาตุเหล็ก ไอโอดีน โปรตีน
- ประสบการณ์ต่างๆจากการเล่น ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมกลุ่ม การทำงาน การทำงานศิลปะ ดนตรี กีฬา ที่ชื่นชอบ
- ได้ ฟังนิทาน(วัยเด็กเล็ก)
- การได้รับรับคำชมเชย
- มองเห็นคุณค่าตนเอง
- สัมผัสกับสังคม,ชีวิตประจำวัน ฯลฯ
- อารมณ์ดี ไม่เครียด
- ออกกำลังกาย อย่างน้อย 30 นาทีต่อวันจะช่วยให้มีสมาธิ สดชื่น คิดอะไรได้เร็ว อดทน ไม่ซึมเศร้า ไม่ติดยาเสพติด
- ความคิดในทางบวก มีความคิดอย่างสร้างสรรค์ จากการที่ได้รับคำชมเชยเสมอ ได้รับการยอมรับการกระทำต่างๆที่ดี


ปัจจัยที่มีผลต่อลบสมอง ทำให้สมองไม่พัฒนาได้แก่
- ความเครียด, ความกดดันต่างๆเช่นการทำการบ้านมากมาย การบ้างานขาดการพักผ่อน,ออกกำลังกาย
- ขาดอาหารเช่นพวกโลหิตจาง
- สมองขาดการกระตุ้น หรือการใช้สมองฝึกคิดในสิ่งต่างๆ เช่นการฝึกการแก้ปัญหา ฝึกความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ การใช้ไหวพริบ- มองตนเองในแง่ลบ มองตนเองไม่มีคุณค่า จากการถูกตำหนิทุกวัน หรือบ่อยๆ
- ซึมเศร้า,ทุกข์,โกรธ,วิตกกังวล นานๆ
- สารพิษ ยาเสพติด สารตะกั่ว ฯลฯ


จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเด็กให้เก่ง และฉลาดจะไม่ได้ยากเย็นใดๆเลย แต่ต้องให้มีวิธีการหลากหลายไม่ใช่ให้แต่ความรู้วิชาการอย่างเดียวที่มากมายเกินความจำเป็นจนขาดการพัฒนาด้านอื่นๆ ซึ่งเรียนรู้วิชาการแล้วก็ลืมได้ มีวิจัยพบว่า ความรู้ 25% ของวิชาการในโรงเรียน ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันจริง(รศ.พญ. ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์) แต่ดิฉันว่าจริงๆแล้วอาจจะไม่ถึง 10%


ยิ้มยิ้มยิ้มยิ้มยิ้ม

EQ คือความฉลาดทางอารมณ์
ความฉลาดทางอารมณ์สำคัญอย่างไรมีวิจัยดังนี้
1)มหาเศรษฐี 400 คนของโลกที่ประสบความสำเร็จ มีสมบัติพันล้านเหรียญดอลล่า 50%% ไม่ได้จบปริญญาตรี

2)วิจัยในรัฐ แมซาซาซูแสท ติดตามเด็ก 450 คน นาน 40 ปี ปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตไม่เกี่ยวกับ IQ แต่เป็น
- ความสามารถในการจัดการกับความผิดหวัง AQ
- การคบคุมอารมณ์ ได้ดี EQ
- การเข้ากับคนอื่นได้ดี SQ

3)การวิจัยเก็บข้อมูล จากผู้จบปริญญาเอก 80 คน ทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ขณะศึกษาถึง อายุ 70 ปี พบว่า EQ และความสามารถทางสังคมทำให้ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ และมีชื่อเสียง มากกว่าความสามารถทาง IQ 4 เท่า


การพัฒนา EQคือ
- รู้อารมณ์ของตนเอง
- เข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น เห็นอกเห็นใจผู้อื่นเมตตาอารี, ช่วยเหลือผู้อื่น, เอาใจเขามาใส่ใจเรา- ควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ จะน่าเคารพนับถือ และจะมีคน กล้าให้คำแนะนำ
- มีระเบียบวินัยในตนเอง , เคารพสิทธิ์ของผู้อื่น
- รับผิดชอบต่อสังคม
- ขยันหมั่นเพียร อดทน , กระตือรือร้น ไม่เฉื่อยชา

วิธีฝึก
-มีตัวอย่างที่ดีให้เด็กเห็น อารมณ์เด็กขึ้นกับอารมณ์ผู้เลี้ยงดู
-ไม่ต่อว่าเด็กต่อหน้าเด็กคนอื่นๆ หรือพูดเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ หรือพี่น้อง
- การดุ , ลงโทษ ประณาม ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง
-หาทางชมเชยเด็ก แม้นจะมีดีแค่หนึ่งอย่าง มีเสียสิบอย่างเราก็ต้องใช้หนึ่งอย่างนั้นมาเป็นตัวชมเพื่อช่วยพัฒนาตัวอื่นๆ
- เวลาลูกทะเลาะกันอย่ามีอารมณ์ร่วม
-ไม่ปกป้องมากเกินไปเพราะจะทำให้เด็กขาดทักษะ แก้ปัญหาไม่เป็น
-ไม่ตามใจลูกมากเกินไป หรือกังวลมากเกินไป
-ให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ถูกชม
-เด็กอารมณ์ร้อน ต้องทำไม่รู้ไม่ชี้ ใจเย็น ไม่ต้องมีอารมณ์ร่วม
- ฝึกหัดระเบียบวินัย ควรสร้างตั้งแต่เล็กๆเช่น 7-8 เดือน เริ่มนั่งกับที่รับประทานอาหาร ดูทีวี ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
- ฝึกทุกอย่างด้วยความรัก ไม่ใช่การบังคับแต่ด้วยเหตุผล
- การดุ, การลงโทษ,ประณาม ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเสมอไปเพราะเด็กจะต่อต้าน


กัดฟันยิ้มยิ้มยิ้มยิ้มยิ้ม

AQ คือความสามารถในการแก้ปัญหาและการเผชิญกับวิกฤติ

AQ เป็นการวัดความสามารถในการจัดการกับปัญหาและวิกฤติ ใครที่สามารถ จัดการได้ดีจะเป็นผู้นำและเป็นผู้ชนะหรือเจ้าของกิจการในโลกของปัจจุบันและอนาคต ใครที่มี AQ ดีจะสามารถ เปลี่ยน วิกฤติเป็นโอกาส (Dr. Paul G stolt ) ใครที่ไม่สามารถควบคุม AQ ได้จะเป็นผู้พ่ายแพ้ และเป็นได้แค่ลูกจ้างหรือตกงาน

เทคนิคการสร้าง AQ
AQ ความสามารถในการแก้ปัญหา / อุปสรรคเป็นกลไกลของสมอง เกิดจากการได้ฝึกฝนการแก้ปัญหาต่างๆ การทำอะไรด้วยตนเอง การละเล่น ทั้งประสบการณ์ที่ได้ผ่านมาในชีวิต ตั้งแต่เมื่อเยาว์วัย

การฝึกฝน
- การมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม
- การฝึกทำกิจกรรมต่างๆ
- สัมผัสกับชีวิตจริง ให้เด็กช่วยตัวเอง หัดทำงาน ตามวัย
- ให้เด็กเผชิญกับอุปสรรคบ้าง
- เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เริ่มให้รู้จักช่วยงานพ่อแม่ ธุรกิจของพ่อแม่ หรือหรือแม้นแต่การรับจ้างทำงานใน ช่วงวัยรุ่น ฝึกหาประสบการณ์ตามที่ต่างๆช่วงหยุดปิดเทอม


หลักการสร้าง AQ
- มองปัญหาเป็นโอกาส
1. CONTROL ควบคุมเหตุการณ์/สถานการณ์ได้
2. OWNERSHIP ความเป็นเจ้าของ ปัญหาอยู่ที่ตัวเรา
3. REACH คิดว่าทุกประเภท มีทางแก้ไข ไม่ใช่จบสิ้นแล้วทุกอย่าง
4. ENDURANCE มีความทนทาน อดทน ต่อปัญหาต่างๆ มองโลกในแง่ดีไม่วู่วาม

สรุปการเพิ่ม AQ
- มีสติ ตลอดเวลา ใช้สติปัญญาในการแก้ไข
- คิดว่าทุกอย่างมีทางออก
- มองโลกในแง่ดี
- เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส


ยักคิ้วยักคิ้วยักคิ้วยักคิ้วยักคิ้วยักคิ้วยักคิ้ว


MQ MORAL - จริยธรรม คุณธรรม

วิธีฝึกฝน
- มีตัวอย่างดีๆให้เห็น
- ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตั้งแต่เล็กๆ ก่อนวัยอนุบาล อาจจะเป็นในรูปนิทาน
- วัยอนุบาล ประถมต้น เล่านิทานสอนใจ ช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน
- ประถมปลาย - มัธยม สอน หลักธรรม ตัวอย่างดีๆ ช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน โรงเรียนด้อยโอกาส ช่วยสอนหนังสือหรือช่วยดูแล รุ่นน้องๆ ช่วยงานคุณครู สอนเพื่อนๆที่อ่อนกว่า
- ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเช่นทำร้ายผู้อื่น พูดจาหยาบคาย ขโมย โดยเฉพาะ 0-5 ขวบ

ายาย

SQ :SOCIAL QUOTIENT ทักษะทางสังคม การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น
- ได้เล่นกับเพื่อน ในวัยเด็กเล็กๆ
- เด็กโต ทำกิจกรรมกลุ่ม หรือทำงานอื่นๆกับเพื่อน
- คบเพื่อนๆ ที่หลากหลาย


ไคิว

IQ ปรับเปลี่ยนยาก เริ่มพัฒนาตั้งแต่0- 5 ปี EQ และ MQ ปรับเปลี่ยนง่ายกว่า และได้ทุกอายุเพราะฉะนั้นคนที่จะประสบผลสำเร็จ ต้องมี
- มีวิสัยทัศน์ ( Vision = Dream and action)
- มองภาพรวมออก และคาดการณ์ข้างหน้าได้ค่อนข้างถูกต้อง
- IQ ,EQ, AQ, SQ, MQ ดี
- กระตือรือร้น , active มีไฟอยู่ตลอดเวลา
- กล้าเสี่ยง, กล้ารับผิดชอบ
- เชื่อมั่นในตนเอง แต่อย่ามากเกินไปจน ไม่ฟังความคิดเห็นของคนอื่น
- รู้จุดอ่อน จุดแข็งของตนเอง และพยายามปรับปรุงและรู้จักตนเองไม่มองตนเองในแง่ร้ายหรือไม่มีคุณค่า หรือเก่งกว่าคนอื่น หรือเลวเกินไป
- มีไหวพริบ รู้เท่าทัน มีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี - มีคุณธรรม จริยธรรม


สืบเนื่องจากกระทู้นี้ อีกหนึ่ง ตัวอย่างของการมี IQ ดี แต่ขาด เรื่อง EQ นำข้อมูลมาแบ่งปั้น เพิ่มเติม

MQ ความฉลาดทางจริยธรรม

MQ ในระดับดีนั้น จำเป็นต้องได้รับการปลูกฝังให้มีพื้นฐานตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรก


"ท่ามกลางสังคมที่อยู่ในสถานการณ์ของความเสื่อมถอยทางจริยธรรมในจิตใจคน สิ่งที่เราทำได้ง่ายที่สุดคือ การหยุดคิดและทบทวนการกระทำของเราเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้เราหลงทาง และอ้างความชอบธรรมจากการกระทำที่ไม่ถูกไม่ควร"

ความฉลาดทางจริยธรรม หรือที่รู้จักในนาม MQ (Moral Oral Quotient) หมายถึง ความฉลาดทางจริยธรรมหรือศีลธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมี นอกเหนือไปจาก IQ ความฉลาดทางสติปัญญา หรือ MQ ความฉลาดทางอารมณ์ หรือความฉลาดในการเข้าใจและควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ของตนเอง

MQ นอกจากจะหมายถึงคุณธรรมที่ดี อีกมุมหนึ่งหมายถึง ระดับความเห็นแก่ตัวด้วย การมีความฉลาดทางจริยธรรม ย่อมส่งผลให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ไม่เห็นแก่ตัว คิดดี ทำดี และพูดดีด้วย มีความเมตตาปรานีและรู้จักให้อภัย ลักษณะนิสัยดังกล่าว ไม่สามารถฝึกฝนได้ในช่วงเวลาสั้นๆ การที่บุคคลหนึ่งจะมี MQ ในระดับดีนั้น จำเป็นต้องได้รับการปลูกฝังให้มีพื้นฐานตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรก หากเด็กได้รับการปลูกฝังด้านศีลธรรม การรู้จักให้ความรัก และการปลูกฝัง MQ ตั้งแต่วัยเยาว์ โดยการสอน หรือ การปฏิบัติตนของผู้ใหญ่ให้เป็นตัวอย่าง จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้บุคคลสามารถพัฒนา MQ ได้ในระดับหนึ่ง ส่วนจะฝังลึกลงไปในจิตสำนึกมากน้อยแค่ไหนนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการำด้รับการปลูกฝัง ซึ่งจะรอการกระตุ้นอีกครั้งเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้รับการอบรมพัฒนาเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นในด้านการฟัง เช่น การฟังเทศน์ ฟังธรรม ฯลฯ การอ่านหนังสือธรรมะ เป็นต้น เพราะการปลูกฝังที่ไม่เท่ากันนี้เอง

ทำให้พบว่าเราทุกคนต่างมีเพื่อนที่มีระดับคุณธรรมจริยธรรมไม่เท่ากัน ทั้งๆที่ บางคนเรียนจบมาจากสถาบันเดียวกัน และยิ่งหากบุคคลใดไม่มีอยู่ในจิตสำนึกดั้งเดิมแล้ว ไม่ว่าโตขึ้นจะได้รับการกระตุ้นอย่างไร ก็ไม่สามารถ ทำให้บุคคลผู้นั้นกลายเป็นคนดีขึ้นมาได้

การพิจารณาบุคคลตามลักษณะของ 3 Q แบ่งเป็น 8 ประเภท

ประเภทที่ 1 IQ สูง EQ สูง MQ สูง เรียกว่าเลิศไปทุกด้าน เป็นบุคคลตัวอย่าง

ประเภทที่ 2 IQ สูง EQ สูง แต่ MQ ต่ำ เป็นบุคคลประเภทฉลาด ความรู้ดี แต่ขี้โกง ฉลาดแกมโกง อารมณ์ดี เก็บความรู้สึกเก่ง ไม่คำนึงถึงศีลธรรม

ประเภทที่ 3 IQ สูง EQ ต่ำ MQ สูง เป็นคนมีความรู้ดี แต่อารมณ์อ่อนไหว ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ โกรธง่าย แต่เป็นคนซื่อตรงไม่คดโกง ไม่ทำร้ายใคร เข้าตำราปากร้ายใจดี

ประเภทที่ 4 IQ ต่ำ แต่ EQ สูง และ MQ สูง เป็นประเภทมีความรู้น้อยแต่ก็สุขุม ควบคุมอารมณ์ได้ ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม

ประเภทที่ 5 IQ ต่ำ EQ ต่ำ แต่ MQ สูง เป็นคนมีความรู้น้อย ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ ขี้โมโห แต่ก็เป็นคนซื่อตรงไม่คดโกง ปากร้ายใจดี

ประเภทที่ 6 IQ ต่ำ EQ สูง MQ ต่ำ ประเภทนี้หายากแต่ก็พอมี ลักษณะเป็นคนที่มีสติปัญญาค่อนข้างต่ำ เรียนไม่เก่ง คิดไม่ค่อยทันชาวบ้าน มีนิสัยเป็นคนใจเย็น แต่อาจทำอะไรโดยขาดเหตุผล ไม่ค่อยใช้ความคิดจึงทำผิดศีลธรรมได้ง่าย เช่น การลักเล็กขโมยน้อย หรืออาจเป็นคนปัญญาอ่อน ที่ทำอะไรผิดเพราะขาดความยั้งคิด

ประเภทที่ 7 IQ สูง แต่ EQ และ MQ ต่ำ มีความรู้ดี ฉลาด ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ ทั้งยังไม่คำนึงถึงศีลธรรม เป็นตัวโกงในอุดมคติของลิเกไทย จอมวางแผนชั่วร้าย

ประเภทที่ 8 IQ EQ และ MQ ต่ำ แบบนี้คงหายาก เพราะไม่มีส่วนดีเลย ไม่ว่าจะเป็นด้านความรู้ การควบคุมอารมณ์ และระดับจริยธรรมในใจ อาจจะเป็นคนที่มีปัญหาทางจิตหรือโรคจิต

เชื่อว่าต่อไปนี้..นอกจากท่านจะให้คำตอบแก่ตัวเองได้แล้ว...ท่านคงไม่สงสัยพฤติกรรมของคนที่รู้จัก/ใกล้ชิดกันอีก ....ที่สำคัญเมื่อรู้แล้วควรหมั่นนำมาใช้ตรวจสอบทบทวนตัวเองเป็นระยะๆ กันดีไหม....

"ที่มา...มุมจริยธรรม..จุลสารพัฒนาข้าราชการพลเรือน ฉบับเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2549"


หาก ย้อนไปในสมัยที่คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ยังเป็นเด็ก คำถามที่ผู้ใหญ่มักจะถามเราเมื่อปิดภาคเรียนก็คือ "สอบไล่ได้ที่เท่าไร-เรียนเก่งไหม" ฯลฯ ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะในยุคนั้น IQ หรือเชาวน์ด้านสติปัญญาเป็นสิ่งที่ถูกหยิบมาพิจารณาเป็นอับดับต้น ๆ แต่มาถึงยุคนี้ แนวคิด และข้อมูลทางวิชาการก็ได้พิสูจน์แล้วว่า เด็กที่มาพร้อม IQ เพียงอย่างเดียว ไม่อาจทำให้คนหนึ่งคนกลายเป็นคนเต็มคน และมีความสุขได้

EQ (Emotional Quotient) หรือความฉลาดด้านอารมณ์ ได้ถูกหยิบขึ้นมากล่าวถึงเป็นตัวแรก ๆ หลังจากปล่อยให้ IQ นำโด่งโกยคะแนนความสำคัญมานาน EQ หมายถึงความสามารถในการตระหนักรู้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น มีความเห็นใจและเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ตลอดจนสามารถสร้างมิตรกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี การมีแต่ IQ แต่ไม่มี EQ นั้นอาจทำให้การทำงานร่วมกับผู้อื่นเกิดปัญหาได้ง่าย เพราะขาดความสามารถในการบริหารจัดการอารมณ์

ตัวต่อมาก็คือ AQ (Adversity Quotient) หรือความอึด ความอึดตัวนี้ช่วยเพิ่มพูนความสามารถของตัวเราได้อีกหลายทาง เด็กที่เก่งอยู่แล้ว ถ้ามีความอึดเวลาเจอโจทย์ยาก ๆ เขาก็อาจประสบความสำเร็จด้านการเรียนได้ดีกว่าคนที่เก่งกว่า แต่ไม่อึดเท่า ดังนั้น AQ จะมีความสำคัญมากเวลาที่เราเผชิญปัญหา โดยจะช่วยไม่ให้เราถอดใจง่าย ๆ แต่สามารถอดทน จนข้ามผ่านสภาวะนั้น ๆ ไปได้ในที่สุด

นอกจาก EQ และ AQ แล้ว เราก็ยังมี MQ (Morality Quotient) หรือเชาวน์ด้านจริยธรรม MQ สำคัญตรงที่ว่า จะเป็นแนวทางที่ช่วยในการดำเนินชีวิต ช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ทำให้คนรู้จักให้อภัยกันเมื่อเผลอทำผิด และยังช่วยลดความหวาดระแวงที่คนจะพึงมีต่อกันให้ลดน้อยลงได้ด้วย เปรียบเทียบได้กับ ถ้าทุกคนมีจริยธรรม โลกก็จะสงบสุข และยังช่วยลดภาระให้กับสังคมได้ด้วย เพราะไม่จำเป็นต้องมีตำรวจ ศาล หรือคุกไว้ขังคนไม่ดีอีกต่อไป

ถัดจากนั้นก็มาถึง HQ (Health Quotient) ตัวนี้เกี่ยวกับสุขภาพของเด็กเอง เป็นความเข้มแข็งด้านสุขภาพกาย ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้มแข็งในด้านอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย ซึ่งแนวทางที่จะช่วยพัฒนา HQ ได้ดีก็คือ 6 อ. ประกอบด้วย อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย อนามัย และงานอดิเรก

เชาวน์ด้านสุดท้ายที่มนุษย์สามารถค้นพบได้ในช่วงเวลานี้ก็คือ SQ (Spiritual Quotient) หรือเชาวน์ด้านจิตวิญญาณ เป็นความสามารถในการพัฒนาจิตวิญญาณเพื่อเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงใน ชีวิต และจะช่วยให้คนเราเข้าใจอัจฉริยภาพสูงสุดของตนเองจากการใช้สมองทุกส่วนในการ ทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ผศ. ธีระศักดิ์ กำบรรณารักษ์ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านเชาวน์อัจฉริยภาพเปิดเผยถึงความเชื่อมโยง ระหว่างเชาวน์ทั้ง 6 ว่า "6Qs มีความสำคัญเท่า ๆ กัน เพราะมันต่อเนื่องและส่งเสริมซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่าง คนที่มีไอคิวสูง ๆ ถ้าขาด EQ ก็จะกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์เอาแต่ใจตัวเอง ขาดมนุษยสัมพันธ์ แต่คนที่ IQ ดี EQ ดี แต่ขาดเชาวน์ด้าน AQ หรือเชาวน์ความอึดในการเผชิญปัญหา เวลาเจอวิกฤติ ก็อาจถอดใจได้ง่าย ๆ"

"ถ้าเรามี IQ, EQ และ AQ พร้อมแล้ว แต่ถ้าเราขาด MQ (Morality Quotient) หรือก็คือขาดจริยธรรม เห็นแก่ได้ ไม่คิดถึงคนอื่น ไม่มีศีลธรรม ก็จะทำให้บ้านเมืองมีปัญหา ซึ่งวิกฤติที่มันเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ก็เพราะคนที่เกี่ยวข้องใน สังคมบ้านเราขาดความตระหนักใน MQ ร่วมด้วย"

เรื่องของสุขภาพ หรือ HQ (Health Quotient) ก็เช่นกัน ถ้า IQ, EQ, AQ และ MQ ดีหมด แต่สุขภาพไม่ดี ก็ไม่สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสุดท้าย แต่ถ้าเชาวน์ทั้ง 5 ประการที่ผ่านมาดีทั้งหมดแล้ว แต่ขาด SQ (Spiritual Quotient) หรือเชาวน์ด้านจิตวิญญาณ ขาดการปฏิบัติธรรม เจริญสติ - สมาธิ ความดีที่เกิดขึ้นนั้นก็จะไม่ยั่งยืน

"คนที่นั่งสมาธิ มีการฝึกสติสม่ำเสมอ คนเหล่านี้ เวลาที่มีสิ่งไม่ดีเข้ามาเย้ายวนในชีวิต สติจะสามารถรับรู้ได้ และยับยั้งการกระทำที่ไม่ดีกับตัวเองและสังคมได้ คนที่มีเชาวน์ด้านนี้จะมีอายุยืนกว่าคนทั่วไป 20 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงมีสุขภาพที่ดีกว่าด้วย ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า SQ คืออัจฉริยภาพขั้นสูงสุด"

เด็กไทยกับ 6Q

การพัฒนาเด็ก หรือสังคมไทยให้เห็นความสำคัญของเชาวน์ปัญญาด้านอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากความเก่งฉกาจในด้านวิชาการเพียงอย่างเดียวอาจเป็นสิ่งที่ทำได้ ยาก เนื่องจากตัวเลขล่าสุดที่มีการสำรวจพบว่า เด็กไทยมีไอคิวลดต่ำลงกว่าในอดีต

“การ ที่ไอคิวต่ำกว่าปกติ มันจะมีผลต่อส่วนอื่น ๆ เพราะไอคิวจะส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ ในเมื่อเชาวน์ด้านการเรียนรู้ไม่พร้อมเสียแล้ว ศักยภาพด้านอื่น ๆ ก็จะถดถอยลงไปด้วย ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว พ่อแม่สามารถกระตุ้นได้ ทั้งจากการมีปฏิสัมพันธ์กับลูก ไม่ใช่ปล่อยให้ทีวีหรือพี่เลี้ยงเป็นฝ่ายเลี้ยงลูกแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งการเรียนรู้เกี่ยวกับ 6Qs เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยเด็กจะเรียนรู้ได้ง่าย เพราะยังเป็นผ้าขาว แต่เขาอาจจะขาดประสบการณ์เปรียบเทียบ ส่วนผู้ใหญ่จะมีพร้อมทั้งวัยวุฒิ และประสบการณ์ ก็สามารถนำประสบการณ์มาเปรียบเทียบและทำความเข้าใจได้ง่ายมากกว่า แต่ถ้าผู้ใหญ่ที่ขาดการกล่อมเกลา ขาดสติ จากประสบการณ์ที่มีแต่ความละโมบ เห็นแก่ได้ ก็อาจจะกลายเป็นพลังต่อต้านในการเรียนรู้ได้เช่นกัน”

“การฝึก 6Qs ก็เหมือนเราสร้างแผนที่ที่ดีในสมอง (Mental Map) ไปที่ไหนก็สะดวกสบาย โอกาสที่จะไปถึงเป้าหมาย (คือความสุขนิรันดร์) ก็สูง แม้ว่าระหว่างทางเจอปัญหา อุปสรรค ก็สามารถฟันฝ่าไปได้ครับ”


 
Picture of ครูอวยพร บุญยืน
ลูกรัก...
by ครูอวยพร บุญยืน - Monday, 11 September 2017, 11:52 AM
 
ภรรยาประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (เผิงลี่หยวน) ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการศึกษาของประเทศจีน ......

คะแนนสอบของลูก ไม่ได้มีความสำคัญเทียบเท่ากับการสอนให้ลูกรู้จักสำนึกในบุญคุณ รู้จักเรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ลูกจะมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง ผู้ปกครองจะมีวิธีอบรมปลูกฝังอย่างไร การที่จะให้ทรัพย์สินแก่ลูกหลาน ทำไมไม่คิดจะสร้างลูกให้กลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าเล่า นั่นคือการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม

ดังนั้นการเก็บสะสมทรัพย์สินมหาศาลให้กับลูกหลานไม่สามารถเทียบเท่ากับการให้ข้อคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้

1. ลูกรัก...ลูกต้องเรียนรู้ที่จะทำอาหาร นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการดูแลปรนนิบัติคนอื่น แต่เมื่อคราที่คนที่รักลูกไม่ได้อยู่ข้างกายลูก ลูกก็จะสามารถดูแลตนเองได้ (อยู่รอดได้ด้วยตนเอง)

2. ลูกรัก...ลูกจะต้องเรียนรู้ที่จะขับรถ นี่ไม่ได้เกี่ยวกับฐานะตำแหน่งหน้าที่ เพราะเช่นนี้แล้ว ลูกก็จะสามารถไปในทุกๆ ที่ลูกอยากไปทุกเวลา ไม่ต้องไปขอร้องใคร (มีอิสระเสรี)

3. ลูกรัก...ลูกจะต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐาน นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการรับรองฐานะการศึกษา ในชีวิตคนเราจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยสัก 3-4 ปี ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่มีเงื่อนไข และเป็นชีวิตที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะให้มีสติปัญญา ความนึกคิดและการใช้เหตุผล (เมื่อเข้าไปสู่สังคมก็เสมือนเข้าไปสู่ชีวิตจริง)

4. ลูกรัก...ลูกรู้หรือไม่ ฝากรอยเท้าไกลเท่าไหน จิตใจจะกว้างเท่านั้น เมื่อใจกว้างแล้ว ลูกจึงจะมีความสุข หากเดินไปได้ไม่ไกล ให้หนังสือช่วยพาลูกเดินไป (เปิดกว้างโลกทัศน์ของตนเองโดยอาศัยโลกแห่งความรู้)

5. ลูกรัก...หากโลกนี้เหลือเพียงน้ำสองถ้วย ให้เก็บถ้วยหนึ่งเอาไว้ดื่ม ส่วนอีกถ้วยหนึ่งใช้ทำความสะอาดใบหน้าและชุดชั้นในของลูก (การเห็นคุณค่าของตัวเองไม่เกี่ยวกับความจนความรวย)

6. ลูกรัก...หากฟ้าถล่มทลายลงมา ก็ไม่ต้องร้องไห้ และไม่ต้องบ่นว่าอะไร เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้คนที่รักลูกยิ่งเจ็บปวดใจ ส่วนคนที่เกลียดลูกจะยิ่งได้ใจ (ยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ คนที่เรารักจะมีความสุข)

7. ลูกรัก...ต่อให้ต้องกินข้าวคลุกซีอิ๊วขาว ก็ต้องปูผ้าปูโต๊ะที่สะอาด และนั่งลงไปอย่างสง่างาม ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างใส่ใจในคุณภาพ (มารยาทและสถานการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน)

8. ลูกรัก...เมื่อไปยังสถานที่ไกลๆ จำไว้ว่านอกจากจะต้องนำกล้องถ่ายรูปไปแล้ว ก็ต้องนำปากกาและกระดาษไปด้วย วิวทิวทัศน์นั้นเหมือนกัน แต่อารมณ์ที่ดูวิวทิวทัศน์นั้นไม่สามารถกลับมาซ้ำเหมือนเดิมได้อีก สวี่เสียเค่อ (xu xia ke) นักภูมิศาสตร์ นักเดินทางชาวจีนที่เป็นสวี่เสียเค่อในวันนี้,มิใช่เพราะเดินทางมากที่สุด เขายิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงเพราะการบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่ได้จากการเดินทางที่ทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นหลัง

9. ลูกรัก...ลูกจะต้องมีพื้นที่เป็นของตนเอง ต่อให้มีแค่ 5 ตารางเมตรก็ตาม เพราะตอนที่ลูกทะเลาะกับคนรักและฉุนโกรธเดินออกมา ก็ไม่ถึงกลับร่อนเร่ไปตามถนน พบเจอกับคนไม่ดี สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อตอนที่ลูกใจร้อน ก็จะมีสถานที่ที่ทำให้ลูกใจเย็นลงได้ ให้หัวใจของลูกได้พักไว้ในมุมนั้น (อุปนิสัยแบบอิสระ)

10. ลูกรัก...เมื่อตอนยังเด็กจะต้องมีความรู้ เมื่อโตขึ้นจะต้องมีประสบการณ์ ลูกจึงจะมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ (อ่านประสบการณ์ของผู้อื่น และหาประสบการณ์ให้กับตนเอง)

11. ลูกรัก...ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ก็จงเป็นคนดีมีเมตตา โปรดจำไว้ว่า การมีจิตใจดี ก็จะทำให้ลูกเป็นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (การคุ้มครองดูแลนี้ไม่ใช่ความร่ำรวยและอำนาจ ทำดีย่อมได้ดีตอบแทน)

12. ลูกรัก...รอยยิ้ม ความสง่างาม ความมั่นใจ นั้นเป็นทรัพย์สินทางจิตใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากมีสิ่งเหล่านี้ ลูกจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง (นี่ก็คือจิตวิญญาณของ "ผู้ดี")

Cr : ผู้แปล แอม (สุวิไล) @ เจนบรรเจิด

https://women.mthai.com/amazing-women/162189.html


 
 
 

"ไม่สำคัญว่ากี่ความสำเร็จแล้วที่คุณได้บรรลุ แต่สำคัญที่คุณต้องตั้งเป้าหมายให้สูงยิ่งกว่าเดิม"

3C


"จงมองหาเป้าหมายใหม่ๆ อยู่เสมอ และ "ก้าว" ผ่านความท้าทายนั้นไปให้ได้"
 
Skip Recent Activity
 

Recent Activity

Activity since Monday, 16 July 2018, 02:00 AM

Nothing new since your last login

 
Skip Calendar
 

Calendar

Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31
 
Skip Upcoming Events
 

Upcoming Events

There are no upcoming events