Picture of ครูอวยพร บุญยืน
จะขายหวีให้พระภิกษุอย่างไร?
by ครูอวยพร บุญยืน - Friday, 9 January 2015, 09:47 AM
 

Comb

ก่อนที่จะอ่านบทความต่อไปนี้ ลองครุ่นคิดใคร่ครวญดูว่า หากคุณเป็นพนักงานขาย เจ้านายใช้ให้คุณขายหวีให้แก่พระภิกษุ ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้หวีเลย คุณจะทำอย่างไร ลองนำไปทดสอบกับเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างกายคุณ ดูซิว่า เพื่อนของคุณเป็นคนประเภทไหน?

เจ้านายทดสอบความสามารถของลูกน้อง ในการขายสินค้า จึงตั้งหัวข้อไว้ว่า ให้พวกเขานำหวีไปขายให้แก่พระภิกษุ

คนแรก..พึ่งจะก้าวออกจากห้อง ก็ก่นด่า เจ้านายบ้าบออะไร พระภิกษุล้วนไม่มีเส้นผม ยังจะไปขายหวีให้ เลยไปดื่มเหล้าที่ร้าน ดื่มแล้วนอนหลับหนึ่งตื่น จึงกลับไปหาเจ้านาย แล้วพูดว่า พระภิกษุไม่มีเส้นผม ขายหวีไม่ได้ เจ้านายยิ้มๆ แล้วพูดว่า พระภิกษุไม่มีเส้นผม ยังต้องให้เธอมาบอกข้าเหรอ?

คนที่สอง..ไปที่วัดแห่งหนึ่ง หาพระภิกษุจนพบ บอกพระภิกษุว่า ผมคิดจะขายหวีให้ท่านอันหนึ่ง พระภิกษุบอกว่า อาตมาไม่จำเป็นต้องใช้
คนที่สองจึงอธิบายเรื่องราว ความเป็นมาให้พระภิกษุฟังว่า หากผมขายหวีไม่ได้แล้ว ก็จะตกงาน ขอให้ท่านเมตตาเถอะ พระภิกษุจึงซื้อไปหนึ่งอัน

คนที่สาม..ไปที่วัดเพื่อขายหวีเช่นกัน พระภิกษุบอกว่า ไม่มีความจำเป็นต้องใช้จริงๆ คนที่สามเดินวนไปมาในวัดสักครู่ แล้วพูดกับพระภิกษุว่า
"ไหว้พระใช่ไม่ใช่ต้องมีความจริงใจ" พระภิกษุตอบว่า "ใช่" "มีความจริงใจก็ต้องมีใจที่เคารพด้วยใช่หรือไม่ ?" พระภิกษุตอบว่า "ใช่ ต้องให้ความเคารพด้วย"
คนที่สามจึงพูดต่อว่า "ท่านดูซิ ผู้มากราบไหว้ล้วนมาจากแดนไกล พวกเขาล้วนเคร่งในศาสนาอย่างจริงใจ แต่ทว่า พวกเขามาจากแดนไกล ผมเผ้ายุ่งเหยิง แล้วจะเคารพพระได้เช่นไร? หากทางวัดซื้อหวีไว้บ้าง ให้ผู้มากราบไหว้หวีผมเผ้าให้เรียบร้อย ล้างหน้าให้สะอาด ก็จะเป็นการให้เกียรติให้ความเคราพต่อพระ ใช่หรือไม่?" พระภิกษุพูดว่า "มีเหตุผล" จึงซื้อไว้สิบอัน

คนที่สี่..ก็มาถึงที่วัดๆ หนึ่ง เพื่อขายหวีเช่นกัน พระภิกษุพูดว่า ไม่มีความจำเป็นจริงๆ คนที่สี่พูดกับพระภิกษุว่า..
หากทางวัดเตรียมหวีไว้ เพื่อเป็นของกำนัลแก่ผู้มากราบไหว้พระ เป็นทั้งรูปธรรม อีกทั้งมีความหมาย ผู้เลื่อมใสศรัทธาก็จะทวีมากยิ่งขึ้น พระภิกษุคิดๆ แล้วมีเหตุผล เลยซื้อไว้หนึ่งร้อยอัน

คนที่ห้า..ไปขายหวีที่วัดเหมือนกัน พระภิกษุพูดว่า ไม่มีความจำเป็นจริงๆ เขาเลยพูดกับพระภิกษุว่า "ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในศีลธรรม อีกทั้ง..แตกฉานในพระคัมภีร์ หากท่านแกะสลักคำสอนไว้บนหวี อีกทั้งคำอวยพร มอบแก่ผู้มากราบไหว้พระ ก็จะเป็นการเผยแผ่คำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา "พระภิกษุยิ้มๆ จากนั้นจึงได้ซื้อหวีไว้หนึ่งพันอัน

คนที่หก..ก็ไปขายหวีที่วัดแห่งหนึ่งเช่นกัน พระภิกษุพูดว่า ไม่มีความจำเป็นจริงๆ คนผู้นี้ได้พูดคุยกับพระภิกษุเพียงครู่เดียว กลับสามารถขายหวีได้หนึ่งหมื่นอัน คนผู้นี้พูดคุยอะไรล่ะ ?

เขาบอกกับพระภิกษุว่า "หวี..เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชายหญิง ที่มีใจศรัทธาที่มากราบไหว้พระ ผู้หญิงมักมีพกไว้ติดตัว หากท่านนำหวีมาปลุกเสก ให้เป็นสิ่งที่สามารถคุ้มครองพวกเธอ ก็จะเป็นการทำบุญให้ทาน อีกทั้งคุ้มครองให้ความปลอดภัย ผู้มากราบไหว้พระอีกมากมาย ยังสามารถนำกลับไปให้ญาติสนิท มิตรสหายอีกด้วยคุ้มครองให้ปลอดภัย เผยแผ่ธรรมะ อีกทั้งเผยแพร่ชื่อเสียงของวัด ย่อมเป็นคุณธรรมความดีที่ใหญ่หลวงยิ่ง แล้วท่านมีหรือที่จะไม่กระทำ "
พระภิกษุ : อมิตพุทธ สรรเสริญ สรรเสริญ พระท่านพนมมือแล้วกล่าวว่า "เมื่อโยมมีความหวังดีเช่นนี้ มีหรือที่อาตมาจะไม่กระทำตาม"

ด้วยเหตุฉะนี้ ทางวัดจึงซื้อหวีไว้หนึ่งหมื่นอัน ตั้งชื่อว่า "หวีสั่งสมความดี" "หวีคุ้มครองให้ปลอดภัย"
โดยพระท่านทำการปลุกเสกด้วยตนเอง กลับได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แน่นอน..เงินทำบุญจากผู้มีจิตศรัทธา ก็ย่อมไม่น้อยเช่นกัน

*** บทสรุป..

คนที่หนึ่ง..เป็นเพราะความคิดเก่าๆ หยั่งรากลึกลงไปในจิตใจลึกเกินไป จนไม่สามารถถอนตัวได้ ใช้ความคิดพื้นๆ อีกทั้งไม่มีกึ่น บุคคลเช่นนี้ จึงไม่เหมาะกับการค้าขาย

คนที่สอง...เป็นการขายความเห็นใจ ความสงสาร วิธีการเช่นนี้ เป็นวิธีการขายชั้นต่ำสุด เรียกว่า เสนอการขายโดยหมอบคลานก้มหน้า ไม่สามารถยั่งยืนยาวได้

คนที่สามและสี่.. เป็นการคิดเพื่อลูกค้า สามารถพูดได้ว่า เป็นวิธีการที่ลูกค้าพึงพอใจ เช่นนี้แล้ว ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดีระดับหนึ่ง

คนที่ห้า..ไม่เพียงแต่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจ ยังสามารถเข้าถึงจิตใจของผู้ซื้อ ผลลัพธ์ย่อมไม่เลวแน่

คนที่หก.. เป็นผู้บรรลุก้าวถึงขั้นสูงสุดแล้ว ไม่ใช่เป็นการขายหวี แต่เป็นการขายยันต์ คุ้มครองกาย สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ซื้อได้เช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร

*** ปัญหาเดียวกัน ล้วนมีวิธีที่สามารถแก้ได้หลายวิธี อย่าด่วนสรุปลงความเห็น ลองคิดหลายๆ วิธี บางครั้ง อาจจะได้คำตอบหรือผลลัพธ์ที่คาดคิดไม่ถึงก็ได้

(Cr: Niwat Rungvicha)